



ลำต้น หมายถึง ส่วนของพืชที่เจริญขึ้นมาเหนือดิน เรียกว่า Arial stem และบางชนิดลำต้นอยู่ใต้ดิน เรียกว่า underground stem บางชนิดลำต้นก็อยู่ในน้ำ ไม้ดอกมีจำนวนมากว่าพืชในคลาสอื่น ๆ
เนื้อเยื่อเจริญบริเวณปลายยอด ( Apical meristermatic tissue ) เมื่อมีการแบ่งเซลล์จะทำให้บริเวณปลายยอดมีการเจริญเติบโตไปด้วย

เมื่อพิจารณาลักษณะของลำต้นจะจำแนกเป็น
1. ไม้ยืนต้น ( Tree ) มีลำต้นเดี่ยวๆขนาดใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขา ลำต้นเป็นไม้เนื้อแข็ง สูงเกิน 15 ฟุต

2. ไม้พุ่ม ( Shrub ) ลำต้นเป็นไม้เนื้อแข็ง แต่มีขนาดเล็กกว่า สูงน้อยกว่า 15 ฟุต

3. ไม้ล้มลุก ( herb ) ลำต้นเนื้อไม้ไม่แข็ง มีอายุ

หน้าที่ของลำต้น 
1. ช่วยพยุงกิ่ง ใบ ดอก ผล และเมล็ด
2. ช่วยลำเลียง
3. สร้างเนื้อเยื่อและส่วนต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่่่
ลำต้นเกิดมาจากส่วนของเอมบริโอ เรียกว่า Epicotyl เหนือใบเลี้ยงและ Hypocotyl ใต้ใบเลี้ยง เมล็ดจะเริ่มงอกมาจากส่วนของ Radicle งอกออกมาก่อนและเปลี่ยนแปลงเป็นราก ส่วนของ Hypocotyl จะงอกมาจากเมล็ดพร้อมทั้งใบเลี้ยงและ epicotyl เมื่อใบเลี้ยงกางออกส่วนปลายยอดเรียกว่า Plumule จะแตกใบออกมาลำต้นโดยทั่วไปประกอบด้วยส่วนสำคัญคือข้อปล้องและตา
** ข้อ ( Node ) เป็นส่วนที่พองออกเป็นที่เกิดของ กิ่ง ใบ ดอกหรือนหนาม
** ปล้อง ( Internode ) เป็นบริเวณระหว่างข้อ ในพืขใบเลี้ยงเดี่ยวเห็นชัดกว่าพืชใบเลี้ยงคู่
** ตา ( Bud ) มีรูปนูน โค้ง ภายในประกอบด้วยเนื้อเยื่อเจริญ ถ้าตาเจริญเป็นกิ่งหรือใบ เรียกว่า ตาใบ ( Leaf bud ) ถ้าเจริญเป็นดอก เรียกว่า ตาดอก( Flower bud ) ถ้าเจริญเป็นทั้งกิ่ง ใบ และดอก เรียกว่า ตารวม ( Mixed bud )

ลำต้นที่เปลี่ยนไป ( Modified stem ) 
1.ไหล หรือ Stolon เป็นลำต้นที่ทอดยาวไปตามพื้นดิน เช่น จอก ผักแว่น ใบบัวบก

2. ลำต้นเลื้อย ( climbing stem ) ลำต้นจะอ่อน เลี้อยพันสิ่งที่อยู่ใกล้ เช่น ฟักทอง พลู แตงกวา เถาวัลย์

3.ลำต้นคล้ายใบ ( Cladophyll ) ลักษณะคล้ายใบ มีสีเขียว เช่น กระบองเพชร

4. Stem tendril ลำต้นเปลี่ยนไปทำหน้าที่ยึดสิ่งที่อยู่ใกล้เคียง เช่น ตำลึง องุ่น บวบ แตงกวา
5. throny stem ลำต้นบางส่วนเปลี่ยนไปเป็นหนาม เช่น เฟื่องฟ้า มะนาว ส้ม
6. ลำต้นใต้ดิน ( Subterranean stem ) อาจมีรูปร่างกลม หัว หรือ แง่ง มีการเรียกชื่อหลายชื่อ เช่น
- เหง้า ( rhizome ) ลำต้นขนานกับพื้นมีข้อปล้อง และ ใบเกล็ด เช่น ขิง ข่า พุทธรักษา

- tuber - ลำต้นสั้น และ ใหญ่ มีตาอยู่โดยรอบ มีอาหารสะสมมาก
- Corn - ลำต้นสั้น หนา อวบ มีข้อปล้องเห็นชัด เช่น เผือก แห้วจีน
- Bulb - ลำต้นมีรากฝอยจำนวนมาก ลำต้นตั้งตรง ตามปล้องมีใบเกล็ด เช่น หอม กระเทียม
- root stem - ลำต้นอยู่ใต้ดิน ส่วนที่อยู่เหนืิอดินจะคล้ายลำต้นแท้จริงเป็นส่วนของกาบใบ เช่น ต้นกล้วย
การเจริญเติบโตของลำต้น
I . การเจริญเติบโตขั้นที่ 1 ( Primary Growth )
เกิดจากส่วนปลายสุดของยอดอ่อนที่เป็นเนื้อเยื่อเจริญ คือ Apiacl meristem มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเนื้อเยื่อ Protoderm ให้กำเนิดเนื้อเยื่อผิว Ground meristem ให้กำเนิดเนื้อเยื่อพื้นเปลี่ยนเป็น คอร์เทกซ์และ Procambium เป็นเนื้อเยื่อเจริญต่อไปกลายเป็นมัดท่อลำเลียง

โครงสร้างภายในของลำต้น
โครงสร้างภายในลำต้นของพืชใบเลี้ยงคู่ เมื่อตัดตามขวางจะประกอบด้วยชั้นต่าง ๆ ดังนี้
1 . Epidermis อยู่ชั้นนอกสุดเจริญมาจาก Protoderm บางชนิดอาจพบปากใบ ด้านนอกมีสารคิวทินเคลือบ
2. Cortex อยู่ระหว่าง Epidermis กับท่อลำเลียง เปลี่ยนแปลงมาจาก Ground meristem ประกอบด้วยเนื้อเยื่อหลายชนิดเช่น parenchyma , schlernchyma , collenchyma ชั้นนอกสุดของคอร์เท็กซ์เป็น Endodermis
3. Stele ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ท่อลำเลียง และพิธ มัดท่อลำเลียงจะเรียงตัวเป็นวงรอบลำต้น ระหว่างมัดท่อลำเลียงจะมี pith ray แทรกอยู่

โครงสร้างภายในของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เมื่อตัดตามขวางจะแบ่งเป็นชั้นดังนี้
1. บริเวณคอร์เทกซ์ เป็นชั้นบาง ๆ ระหว่างอิพิเดอร์มิสและสตีล มองเห็นชัดนี้ไม่ชัดเจน
2. ชั้น Stele ประกอบด้วยมัดท่อลำเลียงกระจายทั่วลำต้น
3. กลุ่มท่อลำเลียง ไม่มี vascular bundle ระหว่างมัดท่อลำเลียงทำให้ไม่มีการเจริญเติบโตขึ้นที่ 2


ลำต้นพืชที่โตเต็มที่เมื่อตัดตามขวาง
II การเจริญเติบโตขั้นที่ 2 ( Secondary Growth )
พบในลำต้นพืชใบเลี้ยงคูู่่ และลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด เป็นการขยายตัวทางด้านข้างให้กว้างขึ้น เกิดขึ้นภายหลังการเจริญเติบโตขั้นที่ 1 ทำให้เกิดวงปี เกิดจากการแบ่งเซลล์ของ Vascular cambium และ Cork cambium การแบ่งตัวของ Vascular cambium ถ้าแบ่งออกทางด้านนอกทำให้เกิดโฟลเอมทุติยภูมิ แต่ถ้าแบ่งตัวเข้าด้านในทำให้เกิดไซเลมทุติยภูมิ โฟลเอมทุติยภูมิที่เกิดขึ้นจะดันออกทางด้านนอกทางคอร์เท็กซทำให้เซลล์โฟลเอมปฐมภูมิแบนสลายไป พืชที่มีอายุหลายปีจึงไม่พบ Primary phloem สำหรับ secondary xylem ที่เกิดขึ้นจะดัน Primary xylem เข้าไปข้างในพิธ Secondary Xylem จะเกิดขึ้นมาก และเชื่อมต่อกับ Secondary pholem เป็นวงรอบลำต้น ลำต้นจะมีขนาดใหญ่ขึ้น ถ้ามีการสร้างไซเลมหลาย ๆปี เราเรียกเนื้อเยื่อไซเลมว่า เนื้อไม้ ( Wood )
วงปี Annual ring = Growth ring
คือเนื้อให้เห็นเป็นวงเกิดจากการเจริญเติบโตและการแบ่งเซลล์ของแคมเบียมที่เกิดขึ้นในฤดูหนึ่งให้กำเนิด secondary xylem ที่มีอัตราการเจริญเติบโตต่างกันในฤดูที่มีน้ำมากและฤดูที่มีน้ำน้อย
** ในฤดูที่มีน้ำมาก พืชดูดน้ำได้มากทำให้แคมเบียมแบ่งตัวได้เร็วเกิด secondary xylem จำนวนมาก เซลล์มีขนาดใหญ่ ผนังเซลล์บาง มีการสะสมลิกนินที่ผนังเซลล์น้อย เรียกไซเลมนี้ว่า Spring wood
** ในฤดูน้ำน้อย เช่น ฤดูร้อน พืชดูดน้ำน้อยทำให้เซลล์ขาดแคลนน้ำและอาหาร แคมเบียมแบ่งตัวช้า Secondary Xylem มีขนาดเล็ก ผนังหนา เรียกว่า Summer wood
*** เมื่อเนื้อไม้เกิดครบ 2 ฤดูและมีลักษณะที่แตกต่างกันทำให้เกิดวงขึ้นมา 1 วง เรียกว่า วงปี ( Annual ring ) ภาพล่างแสดงวงปีที่ 1 , ปีที่ 2 และปีที่ 3 ตามลำดับ


![]()
![]()