HOME                      อ้างอิงเนื้อหา                    เกี่ยวกับผู้จัดทำ                    แบบทดสอบ    


 

การยืมคำภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทย

การยืมคำภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทยทำให้ภาษามีความเจริญงอกงามและมีคำใช้มากขึ้น ลักษณะเช่นนี้ไม่เป็นการเสียหายประการใด ทั้งนี้เพราะมีการติดต่อระหว่างประเทศทั้งทางการทูต การค้าและวิทยาการต่างๆ มีการรับความรู้ซึ่งกันและกัน รวมทั้งการถ่ายทอดวัฒนธรรมและศาสนา จึงมีคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทยหลายภาษา ได้แก่ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาจีน คำชวา คำมลายู คำภาษาอังกฤษ คำฝรั่งเศส คำโปตุเกส คำภาษาอาหรับ เป็นต้น

 

สาเหตุที่มีการยืมคำภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทย

  • ความสัมพันธ์โดยทางถิ่นฐาน ได้แก่ ลักษณะทางด้านภูมิศาสตร์ของผู้พูดภาษาทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกัน ประชาชนทั้งสองประเทศย่อมมีการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกัน ย่อมมีการแลกเปลี่ยนหรือใช้ภาษาร่วมกันได้ เช่น มอญ เขมร จีน
  • ความสัมพันธ์ทางการค้า การเจรจาในเชิงธุรกิจหรือการโฆษณาสินค้าทุกประเภทจำเป็นต้องใช้ภาษา ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้ามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีชนชาติอื่น ๆ เข้ามาติดต่อค้าขาย ทำให้มีถ้อยคำในภาษาของชนชาตินั้น ๆ เข้ามาปะปนอยู่ในภาษาไทยเป็นจำนวนมาก เช่น จีน มลายู โปตุเกส
  • ความสัมพันธ์ทางการทูต การเจริญสัมพันธไมตรีทางการทูต ในการอพยพโยกย้ายหรือในการติดต่อทางการทูต ย่อมทำให้ภาษาของเจ้าของถิ่นเดิมหรือผู้อพยพโยกย้ายมาใหม่นำมาใช้ร่วมกัน เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส
  • ความสัมพันธ์ทางการวัฒนธรรมและศาสนา ภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ซึ่งวัฒนธรรมนั้นสามารถไหลได้ สามารถถ่ายทอดให้กันและกันได้ ซึ่งส่วนมากแล้วประเทศที่มีวัฒนธรรมเจริญกว่าจะถ่ายทอดวัฒนธรรมไปยังประเทศที่มีวัฒนธรรมด้อยกว่า
  • ความสัมพันธ์ทางการศึกษา จากการที่คนไทยเดินทางไปศึกษายังต่างไปเทศ ทำให้ คนไทยมีโอกาสได้ใช้และพูดภาษาอื่น ๆ จึงนำภาษามาใช้ในภาษาของตน ซึ่งการเดินทางไปต่างประเทศก็เช่นเดียวกันก็ย่อมมีโอกาสได้ใช้ภาษาต่างประเทศ

 

การยืมคำจากภาษาบาลีและสันสกฤตมาใช้ในภาษาไทย

คำยืมจากภาษาบาลีและสันสกฤตที่นำมาใช้ในภาษาไทย สามารถแบ่งเป็นประเภทได้ดังต่อไปนี้

1. ใช้เป็นราชาศัพท์   ราชาศัพท์ที่สร้างจากคำบาลีสันสกฤตมีมาก   เช่น  พระบรมราโชวาท  พระราชเสาวนีย์  ในทางปฏิบัติ คำว่าราชาศัพท์หมายรวมถึงคำที่คฤหัสถ์ใช้กับพระสงฆ์และพระสงฆ์ใช้ในหมู่พระสงฆ์กันเองด้วย  เช่น  อาพาธ  มรณภาพ  นมัสการ  อีกทั้งยังหมายรวมถึงคำภาษาแบบแผนและคำสุภาพทั่ว ๆ ไปซึ่งใช้กับข้าราชการและสุภาพชนอีกด้วย (ราชบัณฑิตยสถาน. , 2546 , หน้า 952) แต่จะแยกกล่าวในข้อต่อ ๆ ไป

2. ใช้เป็นศัพท์เฉพาะทางศาสนา ศัพท์เฉพาะเหล่านี้นิยมสร้างหรือยืมจากบาลีสันสกฤตเช่นกัน  เช่น  นิวรณ์  มุสาวาท  โผฏฐัพพะ  อิทธิบาท  เวทนา 

3. ใช้ในทางวรรณคดี ซึ่งใช้เฉพาะในร้อยกรอง โดยปรกติการเปลี่ยนแปลงเสียงของคำมักเป็นไปเพื่อความเหมาะสมกับบทประพันธ์ ที่เรียกว่า การกลายเสียงโดยเจตนาด้วย  เช่น  เวหน สุริยง  เกศา  มยุเรศ  มาลี  ราษตรี

4. ใช้ในภาษามาตรฐานหรือใช้เป็นคำสุภาพ ใช้ทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียน  เช่น   บิดา  มารดา  สามี  ภริยา  ภรรยา  บุตร  ธิดา  ประสงค์  นาม

5. ใช้เป็นศัพท์บัญญัติ หรือศัพท์เฉพาะทางวิชาการ แต่บางทีก็อาจมีการหาคำใหม่ที่ยังไม่เคยใช้ในภาษาไทยมาใช้ก็ได้ เช่น เจตคติ นันทนาการ บรรยเวกษ์

6. ใช้เป็นคำสามัญ คือคำภาษาพูดที่ใช้สนทนาทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น อายุ เศรษฐี โรค ปัญหา ภาษา ชาติ ประเทศ สัตว์ หิมะ เวลา อาหาร

7. ใช้เป็นชื่อเฉพาะ  ชื่อวัน  เดือน  ดวงดาวและกลุ่มดาวบนท้องฟ้า  เทพเจ้าทั้งชายและหญิง  ตลอดจนชื่อบุคคลในประวัติศาสตร์  ตำนาน  และเทพนิยายต่าง ๆ ชื่อสถานที่และอื่น ๆ เช่น  ชื่อจังหวัด  อำเภอ  แม่น้ำ  และภูเขา  เป็นต้น 

 

การสังเกตคำบาลีและสันสกฤต

ภาษาบาลี

ภาษาสันสกฤต

  • ใช้สระ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ เช่น อริยะ สาระ อิสี อุตุ เสล โมลี
  • ใช้สระอะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ และเพิ่ม ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ไอ เอา เช่น ฤษี ฤดู กฤษณ์
  • ใช้ ส เช่น สาสนา ลิสสะ สันติ วิสาสะ สาลา สิริ สีสะ
  • ใช้ ศ ษ เช่น ศาสนา ศิษย์ ศานติ พิศวาส ศาลา ศีรษะ
  • ใช้พยัญชนะสะกดและตัวตามตัวเดียวกัน เช่น ธัมม กัมม มัคค สัคค สัพพ วัณณ
  • ใช้ตัว รร แทน ร ( ร เรผะ) เช่น ธรรม กรรม มรรคสวรรค์ สรรพ วรรณ
  • ใช้พยัญชนะเรียงพยางค์ เช่น กริยา สามี ฐาน ถาวร ปทุม เปม ปิยะ ปฐม ปชา
  • ใช้อักษรควบกลํ้ า เช่น กริยา สวามี สถาน สถาวร ปัทมะ เปรม ปรียะ
  • ใช้ ฬ เช่น จุฬา กีฬา บีฬ ครุฬ
  • ใช้ ฑ เช่น จุฑา กรีฑา บีฑา ครุฑ
  • มีหลักตัวสะกดตัวตามที่แน่นอน
  • ไม่มีหลักตัวสะกดตัวตาม

 

การยืมคำจากภาษาเขมรมาใช้ในภาษาไทย

คำยืมจากภาษาเขมรที่นำมาใช้ในภาษาไทย มีลักษณะ ดังต่อไปนี้

  • ส่วนมากมักใช้เป็นคําราชาศัพท์ เช่น เสวย เขนย ถวาย ขนง โปรด ตรัส เสด็จ ดําเนิน ทรงผนวช ประชวร บรรทม ธํามรงค์ ประทับ เพลา กันแสง สรง ฯลฯ
  • คําเขมรที่ใช้ในคําสามัญทั่วไป เช่น กระบือ กระบาล โตนด โขมด จมูก เสนียด เพนียด ตํ าบล ถนน จังหวัด ทําเนียบ ลําเนา ชุมนุม ชมรม ฯลฯ
  • คําเขมรที่เป็นคําโดดคล้ายกับภาษาไทย จนเราเองลืมไป คิดว่าเป็นคําไทย แต่มีที่สังเกตได้ว่าเป็นคำ เขมระต้องแปลความหมายก่อนจึงจะเข้าใจ เช่น แข - ดวงจันทร์ บาย- ข้าว เมิล- มอง ศก- ผม ฯลฯ

 

สาเหตุที่ทําให้ภาษาเขมรเข้ามาปะปนในภาษาไทย

ภาษาเขมรเข้าสู่ภาษาไทยเพราะมีความสัมพันธ์ทางด้านการปกครอง และถิ่นฐานที่อยู่ แต่เดิม ดินแดนสุวรรณภูมินี้เป็นที่อยู่ของพวกมอญ ละว้า และเขมร เมื่อไทยอพยพมาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้จึง ต้องอยู่ในความปกครองของขอมหรือเขมร ทําให้ต้องรับภาษาและวัฒนธรรมของขอมมาใช้ด้วยเพราะเห็นว่าขอมหรือเขมรเจริญกว่า จึงรับภาษาเขมรมาใช้ในรูปคําราชาศัพท์ และคําที่ใช้ในการประพันธ์

 

ข้อสังเกตคำที่มาจากภาษเขมร

1. มักสะกดด้วยพยัญชนะ จ ญ ร ล ส เช่น

2. เป็นศัพท์พยางค์เดียวที่ต้องแปลความหมาย

3. เป็นศัพท์ที่ใช้พยัญชนะควบกลํ้า อักษรนำ

4. มักแผลงคำได้

 

การยืมคำจากภาษาจีนมาใช้ในภาษาไทย

ส่วนใหญ่ภาษาจีนที่ไทยนำมาใช้มักจะเป็นชื่ออาหาร รองลงไปก็เป็นชื่อที่ใช้ในการค้า ชื่อคน ภาษาจีนจัดเป็นภาษาคำโดดเช่นเดียวกับภาษาไทย นั่นคือคำส่วนมากมักเป็นพยางค์เดียว การเรียงลําดับในประโยคมักขึ้นต้นด้วยประธาน ตามด้วยกริยาและกรรม มีลักษณนาม มีเสียงวรรณยุกต์ คําคําเดียวมีหลายความหมาย และมีการใช้คำซ้ำเหมือนกัน ต่างกันแต่วิธีขยายคำหรือข้อความ เพราะว่าภาษาไทยให้ขยายอยู่หลังคําที่ถูกขยาย แต่ภาษาจีนให้คําขยายอยู่หน้าคําที่ถูกขยาย การใช้คําภาษาจีนในภาษาไทย จีนใช้ภาษาหลายภาษา แต่ที่เข้ามาปะปนภาษาไทยมากที่สุดคือ ภาษาจีนแต้จิ๋ว ซึ่งเป็นภาษาถิ่นของคนจีนแถบซัวเถา คำที่รับมาใช้ส่วนใหญ่เกี่ยวกับอาหารการกิน คำที่ใช้ ในวงการค้าและธุรกิจ และคําที่ใช้ในชีวิตประจําวันบ่อยๆ

 

สาเหตุที่ภาษาจีนเข้ามาปะปนในภาษาไทย

สาเหตุที่ภาษาจีนเข้ามาปะปนในภาษาไทยคือ เชื้อสายและการค้าขาย เพราะมีคนจีนเข้ามาอาศัย อยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก มีความผูกพันกันในด้านการแต่งงาน การค้าขายจึงรับภาษาจีนมาไว้ใช้ ในภาษาไทยจำนวนมาก ไทยรับภาษาจีนมาใช้โดยการทับศัพท์ ซึ่งเสียงอาจจะเพี้ยนจากภาษาเดิมไปบ้าง

 

 



 

   กรุณาเลือกบทเรียนที่ต้องการ

 

บทที่ 3
การยืมคำภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทย

 

แบบฝึกหัด บทที่ 3

 

 
back to top